วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข้อมูลสนามบิน

สนามบินสุวรรณภูมิ หรือ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ (Suvarnabhumi International Airport) ชื่อของสนามบินแห่งนี้ มีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เป็นชื่อพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัฐบาลไทยมีนโยบายกำหนดให้สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และมุ่งหน้าสู่ความเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ เพื่อรองรับการจราจรทางอากาศที่ เพิ่มขึ้นในอนาคต อันเนื่องมาจากการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
หมายเหตุ: ตารางข้อมูลสายการบินในประเทศ - ระหว่างประเทศ และจุดหมายปลายทางต่างๆ

พื้นที่ใช้สอยและอาคารผู้โดยสาร

ข้อมูลสนามบิน

สนามบินสุวรรณภูมิ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบล ราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ทางฝั่งตะวันออกห่าง จากทางด่วนบางนา-ตราดไปประมาณ 15 กิโลเมตร โดยอยู่ห่างจาก ใจกลางกรุงเทพฯ ประมาณ 25 กิโลเมตร

พื้นที่ใช้สอยและอาคารผู้โดยสาร
อาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 563,000 ตารางเมตร มี 9 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน สิ่งอำนวยความสะดวกของ ผู้โดยสารภายในประเทศและระหว่างประเทศถูกจัด ไว้ในอาคารเดียวกัน
ชั้น 1 สถานีรถโดยสาร ศูนย์รักษาพยาบาล
ชั้น 2 อาคารสำหรับผู้โดยสารขาเข้า เคาน์เตอร์บริการผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง, ติดตามสัมภาระ, จุดตรวจเช็คศุลกากร (ขาเข้า) จุดให้บริการเกี่ยวกับการคมนาคม ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยนเงิน
ชั้น 3 บริเวณพักคอยของผู้โดยสารสายการบิน จุดนัดพบ ร้านค้าต่างๆ ทางเชื่อมที่จอดรถ
ชั้น 4 อาคารสำหรับผู้โดยสารขาออก สำนักงานจำหน่ายบัตรโดยสารสายการบินต่างๆ จุดตรวจเช็คศุลกากร (ขาออก)
ชั้น 5 สำนักงานบริษัทการบินไทยและกลุ่มสายการบินในเครือ
ชั้น 6 ภัตตาคาร ร้านอาหารต่างๆ
ชั้น 7 จุดชมทิวทัศน์
ชั้น 0 สถานีรถไฟฟ้า
ชั้น -1 ชานชาลารถไฟฟ้า และสถานที่ลำเลียงกระเป๋า
ทางทิศเหนือของสนามบินสุวรรณภูมิ คือส่วนของอาคารผู้โดยสาร ท่าอากาศยานนี้สามารถรองรับเที่ยวบินได้ 76 เที่ยวบินต่อชั่วโมง รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 45 ล้านคนต่อปี เเละขนถ่ายสินค้าได้มากถึง 3 ล้านตันต่อปี


จุดจอดรถโดยสาร สำหรับผู้โดยสารหมู่คณะ
ชั้น 1 จุดจอดรถโดยสาร สำหรับผู้โดยสารหมู่คณะ

เดินทางขาเข้า สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศเเละระหว่างประเทศ
ชั้น 2 เดินทางขาเข้า สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศเเละระหว่างประเทศ

บริเวณพักคอย สำหรับผู้โดยสารสายการบิน
ชั้น 3 บริเวณพักคอย สำหรับผู้โดยสารสายการบิน

เดินทางขาออก สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศเเละระหว่างประเทศ
ชั้น 4 เดินทางขาออก สำหรับผู้โดยสารภายในประเทศเเละระหว่างประเทศ

ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิอาคารจอดรถ
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิมีอาคารจอดรถ 2 อาคารไว้อำนวยความสะดวก แก่ผู้โดยสาร ซึ่งเชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร และสามารถรองรับรถยนต์ได้มากถึง 5,000 คัน นอกจากนั้น ยังมีบริเวณสำหรับจอดรถที่ชั้นใต้ดินอีกประมาณ 1,100 คัน เเละยังมีจุดจอดรถบริเวณอื่นๆ รวมทั้งหมด 15,677 คัน

โรงแรมที่สนามบิน
บริเวณด้านบนของทางเข้ารถไฟฟ้าและด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร มีโรงแรม ในเครือ Accor ภายใต้ชื่อ Novotel ไว้รองรับนักท่องเที่ยวจำนวน 600 ห้อง ในระยะแรก ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ครบครัน

เส้นทางเชื่อมเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ประกอบด้วย 6 เส้นทางด้วยกัน คือ
1. เส้นทางจากทิศเหนือ: เป็นถนนยกระดับขนาด 8 ช่องจราจร จากถนนกรุงเทพ - ชลบุรี สายใหม่ (มอเตอร์เวย์) เข้าสู่อาคารผู้โดยสาร
2. เส้นทางจากทิศตะวันตกเฉียงเหนือ: เป็นถนนขนาด 6 ช่องจราจร เชื่อมกับทางยกระดับจากถนนร่มเกล้าและถนนกิ่งแก้ว
3. เส้นทางจากทิศใต้: เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมกับถนนบางนา - ตราด และทางพิเศษบูรพาวิถี
4. เส้นทางจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ: เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมกับถนนอ่อนนุช
5. เส้นทางจากทิศตะวันตก: เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมกับถนนกิ่งแก้ว
6. แอร์พอร์ตลิงค์ (Airport link): เส้นทางสำหรับรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายพญาไท - มักกะสัน - สุวรรณภูมิ รวมระยะทางทั้งสิ้น 28.5 กิโลเมตร ซึ่งจะวิ่งตรงเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยมีสถานีรถไฟฟ้าอยู่ที่ชั้นใต้ดินของอาคารผู้โดยสาร รถไฟฟ้าสายแอร์พอร์ตลิงค์มีให้บริการ 2 ระบบด้วยกัน คือ รถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (Express) ขบวนสีแดง ผู้โดยสารจะสามารถถึงที่หมายภายในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 05.00-01.00 น. และ รถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (City Line) ขบวนสีน้ำเงิน การเดินทางถึงสนามบินไม่เกินครึ่งชั่วโมง รถไฟฟ้าทั้งสองสายนี้ มีกำหนดแล้วเสร็จ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 นี้
เส้นทางเชื่อมเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
กลับด้านบน

การเดินทางภายในสนามบินสุวรรณภูมิ

อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป
เป็นสถานที่สำหรับจอดรถลีมูซีน รถแท็กซี่ รถเช่า จุดจอดรถเมล์เพื่อรองรับระบบขนส่งมวลชน ปั๊มน้ำมัน และร้านสะดวกซื้อต่างๆ ศูนย์ขนส่งสาธารณะนี้ มีที่ตั้งติดกับศูนย์ให้บริการด้านอาหารของบริษัทบางกอกเคเทอริ่งจำกัด และ LSG สกายเชฟ

รถเวียน (Airport Shuttle Bus)
สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ มอบบริการรถรับ-ส่งภายในสนามบินฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้โดยสาร และพนักงานของสนามบิน ซึ่งมีให้บริการ 2 สายด้วยกัน คือ รถรับส่งสายด่วน และรถรับส่งสายธรรมดา

- รถรับส่งสายด่วน
จะเป็นสายที่วิ่งระหว่างอาคารจอดรถโดยสารทั่วไปและอาคารผู้โดยสาร ตามเส้นทาง ดังนี้ อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป - อาคารผู้โดยสาร (ด้านทิศตะวันออก) - อาคารผู้โดยสาร (ด้านทิศตะวันตก) - อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

- รถรับส่งสายธรรมดา
จะวิ่งไปส่งผู้โดยสารและพนักงานตามสถานที่ต่างๆ ภายในสนามบิน ประกอบด้วย อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป ศูนย์รถเช่า ลานจอดรถระยะยาว และอาคารผู้โดยสาร โดยในระยะแรกจะเปิดให้บริการ 3 เส้นทาง ดังนี้

สาย A1
- ลานจอดรถระยะยาว
- สำนักงานการบินไทย
- อาคารสินค้าภายในประเทศ
- อาคารผู้โดยสาร
- เขตปลอดอากร คลังสินค้า
- ที่ทำการไปรษณีย์
- ครัวการบินไทย
- ศูนย์รถเช่า
- อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป

สาย A2
- ศูนย์ขนส่งสาธารณะ
- สำนักงานการบินไทย
- อาคารสินค้าภายในประเทศ
- อาคารผู้โดยสาร
- เขตปลอดอากร คลังสินค้า
- ศูนย์รถเช่า
- อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป

สาย A3
- ศูนย์ขนส่งสาธารณะ
- ลานจอดรถระยะยาว
- อาคารผู้โดยสาร
- ศูนย์รถเช่า
- อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป
การเดินทางภายในสนามบินสุวรรณภูมิ

กลับด้านบน

การเดินทางไป / กลับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

แอร์พอร์ตเอ็กซ์เพรส (Airport Express)
สำหรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางไปยังโรงแรมชั้นนำ หรือสถานที่สำคัญต่างๆ ของกรุงเทพฯ ด้วยความรวดเร็วและสะดวกสบาย ท่านสามารถติดต่อได้ที่จุดให้บริการ ณ อาคารผู้โดยสาร ชั้น 1 ประตู 8 โดยมีอัตราค่าโดยสารอยู่ที่ไม่เกิน 150 บาท ต่อคนต่อเที่ยว ใช้บริการได้ตั้งแต่เวลา 05.00 - 24.00 น. ให้บริการรับ-ส่งระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ และจุดหมายปลายทางทั้งสี่ ได้แก่ สีลม บางลำพู ถนนวิทยุ และหัวลำโพง ซึ่งรถปรับอากาศด่วนพิเศษนี้จะมาส่งท่านที่อาคารผู้โดยสารชั้น 4 (ถนนชั้นใน)

รถแท็กซี่ (Taxi)
ผู้โดยสารสามารถเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้ตลอดทั้งวัน โดยจะต้องไปติดต่อที่จุดบริการแท็กซี่ บริเวณหน้าอาคารผู้โดยสารชั้น 1 แถวประตูทางเข้า-ออก 3, 4, 7 และ 8 สำหรับอัตราค่าโดยสารจะคิดตามมิเตอร์ บวกค่าบริการ 50 บาทและไม่รวมค่าทางด่วน ทั้งนี้ คนขับรถแท็กซี่จะไปส่งผู้โดยสาร ณ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 (ถนนชั้นนอก) และจะวิ่งไปรับผู้โดยสารที่อาคารผู้โดยสารชั้น 1 (ถนนชั้นใน)

รถลีมูซีน (AOT Limousine)
นอกจากบริการรถแท็กซี่แล้ว ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิยังมีบริการรถลีมูซีนตลอด 24 ชั่วโมง ผู้โดยสารต้องทำการติดต่อ ณ เคาน์เตอร์ลีมูซีนชั้น 2 (บริเวณห้องโถงรับสัมภาระ และห้องโถงสำหรับเดินทางขาเข้า) อัตราค่าโดยสารจะคิดแบบเหมาจ่ายตามระยะทาง

รถเช่า (Car Rental)
นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อเช่ารถยนต์ได้ที่เคาน์เตอร์ให้บริการรถเช่า บริเวณห้องโถงผู้โดยสารขาเข้า ประตู B สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิให้บริการรถเช่า 24 ชั่วโมงเช่นกัน การรับหรือคืนรถ ท่านจะต้องไปที่ สำนักงานบริการรถเช่า ศูนย์การขนส่งสาธารณะ
Arrivals level - 2nd floor (inner curb)Departures level - 4th floor (inner curb)
รถโดยสารสาธารณะ (BMTA Public Bus)
การคมนาคมสู่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเต็มไปด้วยความสะดวกสบาย ท่านสามารถโดยสารรถประจำทางขสมก. ซึ่งจะเป็นรถปรับอากาศ ได้ที่อาคารจอดรถโดยสารทั่วไป ตลอด 24 ชั่วโมง ค่ารถราคา 35 บาท บริการรถเมล์ปรับอากาศแบ่งออกเป็น 3 เส้นทางด้วยกัน ดังนี้

1. รถโดยสารประจำทางไป/ กลับ กรุงเทพฯ และปริมณฑล
- รถโดยสารประจำทาง สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - มีนบุรี - บางกะปิ
รถเมล์ปรับอากาศสาย 549 ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนลาดกระบัง ถนนร่มเกล้า มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ถนนเสรีไทย สุดสายที่บางกะปิ

- รถโดยสารประจำทาง สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - แฮปปี้แลนด์
รถเมล์ปรับอากาศสาย 550 ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนลาดกระบัง ถนนอ่อนนุช ถนนศรีนครินทร์ ถนนลาดพร้าว ถนนแฮปปี้แลนด์ สุดสายที่แฮปปี้แลนด์

- รถโดยสารประจำทาง สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
รถเมล์ปรับอากาศสาย 551ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: มอเตอร์เวย์ ทางพิเศษศรีรัช ถนนพระรามเก้า ถนนอโศก - ดินแดง ถนนราชวิถี สุดสายที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

- รถโดยสารประจำทาง สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช
รถเมล์ปรับอากาศสาย 552 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนบางนา - บางปะกง ถนนสุขุมวิท สุดสายที่สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช

- รถโดยสารประจำทาง สาย 552 A ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - สมุทรปราการ
รถเมล์ปรับอากาศสาย 552 ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนบางนา - ตราด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 รามคำแหง 2 เซ็นทรัลบางนา สำโรง สมุทรปราการ สุดสายที่อู่แพรกษา

- รถโดยสารประจำทาง สาย 553 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - สมุทรปราการ
รถเมล์ปรับอากาศสาย 553 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 22.50น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนลาดกระบัง ถนนกิ่งแก้ว ถนนบางนา-บางปะกง รามคำแหง 2 ถนนศรีนครินทร์ ถนนสุขุมวิท ถนนสายลวด สุดสายที่สมุทรปราการ

- รถโดยสารประจำทาง สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต (ทางด่วน)
รถเมล์ปรับอากาศสาย 554 ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: ทางพิเศษระหว่างเมือง (กรุงเทพฯ - ชลบุรีสายใหม่) ถนนวงแหวนรอบนอกตะวันออก ถนนรามอินทรา ถนนแจ้งวัฒนะ ถนนวิภาวดี - รังสิต ผ่านสนามบินดอนเมือง สุดสายที่รังสิต

- รถโดยสารประจำทาง สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต (ทางด่วนพระราม 9)
รถเมล์ปรับอากาศสาย 555 ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนดินแดง ถนนสุทธิสาร ถนนวิภาวดี - รังสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสี่ สนามบินดอนเมือง สุดสายที่รังสิต

- รถโดยสารประจำทาง สาย 558 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - เซ็นทรัล พระราม 2 (ทางด่วน)
รถเมล์ปรับอากาศสาย 558 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนบางนา - ตราด ดาวคะนอง ลงวัดสน ถนนสุขสวัสดิ์ ถนนพระราม 2 เซ็นทรัลพระราม 2 สุดสายที่อู่แสมดำ

- รถโดยสารประจำทาง สาย 559 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต (ทางด่วน)
รถเมล์ปรับอากาศสาย 559ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนเสรีไทย สวนสยาม โรงพยาบาลนพรัตน์ แฟชั่นไอส์แลนด์ ทางด่วน (วงแหวน) ถนนลำลูกกา สวนสนุกดรีมเวิลด์ คลอง 4 คลอง 3 คลอง 2 คลอง 1 สุดสายที่ตลาดสุชาติ


2. รถโดยสารประจำทางไป/ กลับ กรุงเทพฯ และสามจังหวัด
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 389 วิ่งเส้นทาง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - พัทยา (จ.ชลบุรี)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 390 วิ่งเส้นทาง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - ตลาดโรงเกลือ (จ.สระแก้ว)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 825 วิ่งเส้นทาง ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - หนองคาย


3. รถโดยสารประจำทางไป/ กลับ กรุงเทพฯ และเมืองในจังหวัดสำคัญ (แวะท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 55 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (เอกมัย) - บางคล้า (จ.ฉะเชิงเทรา)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9904 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - พัทยา (จ.ชลบุรี)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9906 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - บ้านฉาง (จ.ระยอง)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9907 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - จันทบุรี
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9908 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - ตราด
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9909 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - แหลมฉบัง (จ.ชลบุรี)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9910 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - บางคล้า (จ.ฉะเชิงเทรา)
- รถโดยสารสาธารณะ สาย 9916 วิ่งเส้นทาง กรุงเทพฯ (หมอชิต) - เขาหินซ้อน (จ.ปราจีนบุรี) - สระแก้ว


รถตู้ปรับอากาศ NGV ขสมก. (Luxury Van)
สนามบินสุวรรณภูมิมีรถตู้ปรับอากาศไว้คอยบริการผู้โดยสารตลอด 24 ชั่วโมง ค่าโดยสารประมาณ 40 - 50 บาท
- รถตู้ขสมก. สาย 549 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - มีนบุรี
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 549 ให้บริการ24 ชั่วโมง วิ่งผ่านเส้นทาง: สน.ลาดกระบัง ถนนร่มเกล้า มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มีนบุรี

- รถตู้ขสมก. สาย 550 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - แฮปปี้แลนด์
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 550 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนอ่อนนุช เขตประเวศ แยกอ่อนนุช แยกบางกะปิ แฮปปี้แลนด์

- รถตู้ขสมก. สาย 551 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 551 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 23.00น. วิ่งเส้นมอเตอร์เวย์ แล้วลงที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

- รถตู้ขสมก. สาย 552 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - คลองเตย
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 552 ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 22.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนบางนา - ตราด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 รามคำแหง 2 เซ็นทรัลบางนา อุดมสุข สถานีรถไฟฟ้า BTS อ่อนนุช

- รถตู้ขสมก. สาย 552 A ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - สมุทรปราการ
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 552 A ให้บริการตั้งแต่เวลา 05.00 - 22.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนบางนา - ตราด โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 1 รามคำแหง 2 เซ็นทรัลบางนา สำโรง สมุทรปราการ อู่แพรกษา

- รถตู้ขสมก. สาย 554 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 554 ให้บริการตั้งแต่เวลา 04.00 - 23.00น. วิ่งผ่านเส้นทาง: ถนนรามอินทรา หลักสี่ สะพานใหม่ ปากทางลำลูกกา ประตูกรุงเทพ (สะพานใหม่)

- รถตู้ขสมก. สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 555 ให้บริการตั้งแต่เวลา 03.30 - 23.00น. วิ่งเส้นทางด่วนพระราม 9 - ด่านดินแดง ลงทางด่วนที่ดินแดง ผ่านสุทธิสาร ถนนวิภาวดี - รังสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลักสี่ ดอนเมือง

- รถตู้ขสมก. สาย 555 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 555 ให้บริการตั้งแต่เวลา 03.30 - 23.00น. วิ่งขึ้นทางด่วนพระราม 9 ลงด่านดินแดง แล้วขึ้นโทลเวย์ ผ่านเจ๊เล้งตลาดใหม่ ดอนเมือง ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต

- รถตู้ขสมก. สาย 556 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - สถานีขนส่งผู้โดยสารสายใต้
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 556 ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 21.00น. วิ่งเส้นมอเตอร์เวย์ แล้วขึ้นทางด่วนลงแยกยมราช ผ่านอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนข้าวสาร ห้างพาต้า ปิ่นเกล้า สถานีขนส่งผู้โดยสารสายใต้

- รถตู้ขสมก. สาย 559 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ - รังสิต
รถตู้โดยสารประจำทาง สาย 559 ให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 22.00น. วิ่งขึ้นทางด่วน ผ่านสวนสนุกดรีมเวิลด์ คลอง 4 คลอง 3 คลอง 2 คลอง 1 ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต


ขอบคุณที่มาของข้อมูล :
http://th.wikipedia.org/
http://www.thaiairways.co.th/suvarnabhumi/index.html
http://www2.airportthai.co.th/airportnew/sun/index.asp?lang=th

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

10 เรื่องที่คนไม่(ค่อย)รู้เกี่ยวกับ " ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร !!!"

ไหนๆ ก็เปิดตัวเป็น เบอร์หนึ่ง ผู้สมัครระบบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ทั้งยังมีแนวโน้มแคนดิเดต คู่ท้าชิง นายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลชุดต่อไป ภายหลังการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งทำให้ตัวตนของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เด่นชัด เป็นที่น่าจับตาจากทุกฝักฝ่าย


หลายคนคงทราบดีกับบทบาทบิ๊กบอส "เอสซี แอสเซส" ของยิ่งลักษณ์ ที่ตะลุยคลุกคลีมาอยู่แต่กับเรื่องของการบริหารธุรกิจอหังสาริมทรัพย์มาเป็นเวลาหลายปี หลังจับไม้ต่อมาจากคราวบริหารเอไอเอส ก่อนถูกทั้งดัน ทั้งผลักให้ก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองอย่างเต็มตัว ณ วันนี้ ในฐานะตัวแทนสายตรงของ "ทักษิณ ชินวัตร" พี่ชายผู้มากบารมี เจ้าของบ้านเพื่อไทย (ตัวจริง) ซึ่งส่งบริวารแตกมาสร้างตัวใหม่เมื่อครั้งพลังประชาชนโดนฟ้าผ่า ที่เดิมทีมีรากเหง้ามาจากอาณาจักร"ไทยรักไทย"ที่ล่มสลายเพียงแค่ชื่อ


เรารู้จักภาพ "ปู - ยิ่งลักษณ์ " ผู้หญิงขาว หน้าหมวย สวย รวย ฉลาด มากความสามารถและเก่งในเชิงธุรกิจ นามสกุล"ชินวัตร" เป็นตัวการันตี เพียงเท่านั้น...


มติชนออนไลน์ จึงขอหยิบ จำแนก เรื่อง ส่วนตั๊ว ส่วนตัว อีกหนึ่งแง่มุม ของผู้หญิงที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ที่เราๆ ยังไม่รู้ หรือยังไม่คุ้นเคยมาให้ทราบกัน...10 เรื่องด้วยกัน

1. เห็นมีแต่ความรู้เรื่องการบริหารธุรกิจอัดแน่นเต็มไปหมดอย่างนี้ ประหนึ่งจบด้านบริหารมาโดยตรง แต่หากย้อนไปดูแท้จริงแล้วจะพบว่า "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เธอจบคณะรัฐศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ต่างหาก ที่เป็นสาขาเน้นบริหารรัฐกิจ บริหารบุคคล เน้นปกครอง โดยมีความฝันแรกเริ่มเดิมทีว่าอยากเป็นทูต ด้วยซ้ำ หลังจากนั้นก็จับพลัดจับผลูมาช่วยธุรกิจของครอบครัว ชินวัตรซะอย่างนั้น


2. ประสบความสำเร็จอย่างสูงในลุคส์ ซีอีโอ 3 บริษัทใหญ่ แห่งตระกูล "ชินวัตร"อย่างนี้ ใครจะรู้เล่าว่า "ยิ่งลักษณ์" เริ่มจับงานแรกหลังเรียนจบโท จากมหาวิทยาลัยเคนทักกีสเตท สหรัฐอเมริกา ด้วยการเป็น"เซลส์วูเม่น" ขายโฆษณาเยลโล่เพจเจส (สมุดหน้าเหลือง) ของบริษัท ชินวัตร ไดเร็กทอรี่ส์ จำกัด ก่อนจะก้าวใหญ่นั่งแท่นคุมเอไอเอส ตามด้วย เอสซี แอสเซส รวมถึงดูแลไทยคม ในฐานะกรรมการและเลขาฯมูลนิธิ


3. แท้จริง "ยิ่งลักษณ์" ไม่ได้"ซิง"มาตั้งแต่ต้น ในเรื่องของการจับงานด้านการเมือง ด้วยเมื่อยังเป็นเด็กสาวตัวน้อย เธอก็ติดสอยห้อยตามนายเลิศ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาไปหาเสียงเป็น ส.ส. ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ออกจะบ่อยๆ ไหนจะไปช่วยเยาวลักษณ์ ชินวัตร พี่สาวคนโตลงพื้นที่อีกหลายครั้งเมื่อครั้งเป็นนายกเทศมนตรี เชียงใหม่


4. ไม่ต้องแปลกใจ ที่ทำไม "ทักษิณ" ถึงเข็ญ"ยิ่งลักษณ์" ขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง ในการกุมบังเหียนเพื่อไทย(จนได้) ด้วยน้องนุชสุดท้องของพี่แม้วผู้นี้ เป็นน้องเลิฟที่สุด และน่าไว้วางใจที่สุด ในบรรดาพี่น้องทั้ง 9 คน ของ"ทักษิณ" สองคนนี้เขาสนิทกันมาก มีอะไรก็ปรึกษาหารือตามประสาพี่ๆน้องๆ มานานนมแล้ว


5. การปรากฎของ "ยิ่งลักษณ์" ไม่ใช่ชื่อใหม่อะไร ในหมู่ "แกนนำพรรคเพื่อไทย" เพราะ "พี่แม้ว" เคยร้องขอให้ "ยิ่งลักษณ์" รับตำแหน่ง "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย"คนแรกๆ ด้วยซ้ำ หลังจาก "พลังประชาชน" ถูกสั่งให้ "ยุบพรรค" แต่ติดที่ว่าตอนนั้นคุณน้องปู คนสวยยังไม่กล้าออกตัวมาก ด้วยยังจับธุรกิจอหังสริมทรัพย์ ภายใต้หลังคาเอสซี แอสเซส อันเป็นงานหลักนัมเบอร์วัน


6. หลายคนหลงเข้าใจผิดมาตั้งนมนานว่า "ยิ่งลักษณ์" ในวัย 43 ที่ยังคงความสวย สะพรั่ง หุ่นดี แต่งตัวเก่ง สไตล์คนที่ดูแลตัวเองมาตลอด ยัง"โสด" แต่แท้จริงเธอผู้นี้ออกเรือนมีครอบครัวไปแล้วตั้งแต่ พ.ศ. 2538 กับชายหนุ่มผู้โชคดีที่ชื่อ"อนุสรณ์ อมรฉัตร" อดีตผู้บริหารหนุ่มไฟแรงของบริษัทในเครือ ซีพี เมื่อสิบกว่าปีก่อน กระทั่งปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอ็ม ลิงก์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นของเจ๊แดง - เยาวภา วงศ์สวัสดิ์


7. ในงานแต่งงงานของ ยิ่งลักษณ์ กับ อนุสรณ์ เมื่อ 16 ปีก่อน ที่โรงแรมไฮแอทนั้น จัดว่าเป็นงานระดับช้างชนช้าง ที่ได้เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ นี่ล่ะ เป็นตัวแทนในนามกลุ่มซีพี เปิดประตูสานสัมพันธ์ครอบครัว "อมรฉัตร" กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตัวแทนในนามกลุ่มชินวัตร ซึ่งขณะนั้น ยังดำรงตำแหน่งแค่ รองนายกรัฐมนตรี ควบตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ ในสมัยรัฐบาล ชวน หลีกภัย และกลายเป็นความหวังที่จะเป็นตัวเชื่อมสองกลุ่มที่ทรงอิทธิพลในเมืองไทย (ณ ขณะนั้น)


8. ยิ่งลักษณ์ และ อนุสรณ์ ครองรักแบบไร้ทายาท ควบคู่ไปกับการที่ต่างคนต่างทุ่มเทตั้งใจทำงานมายาวนาน 7 ปี (แหน่ะ) ถึงค่อยให้กำเนิด ด.ช.ศุภเสกข์ (แปลว่า นักปราชญ์ที่เก่งที่เลื่องลือ) โซ่ทองคล้องความรักระหว่างแม่ปู กับ พ่อป๊อบ ให้เหนียวแน่นเข้าไปอีก แม้จะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ตอนนี้ น้องไปป์ อายุ 9 ขวบแล้ว โดยเธอและสามีก็จะแบ่งกันคนละบทบาท บทบาทยิ่งลักษณ์จะเป็นทั้งแม่และเพื่อน ส่วนผู้เป็นพ่อก็จะเน้นรักษาเรื่องระเบียบวินัย ฝึกความมีวินัยให้กับลูก กระนั้นแล้ว ยิ่งลักษณ์ก็ยังคงอยากรักษาความเป็นส่วนตัวของครอบครัวเธอมิค่อยอยากให้ใครก้าวล่วงสักเท่าไหร่(อยู่ดี)


9. มุมหลักหลายคนจะพุ่งเป้า "ยิ่งลักษณ์" ในฐานะผู้บริหาร เป็นนายที่พนักงานต้องให้ความยำเกรง แต่ในความธรรมดาของความเป็นแม่ เธอละเอียด อ่อนโยน ไม่แพ้ใคร ซึ่ง แม่ปู ไม่เคยตีลูกไปป์แม้แต่แอะเดียว เป็นคู่แม่ลูกที่รักและสนิทกันมาก แค่ไหนไม่รู้ แต่เมื่อรู้ว่าลูกชายคนเดียวชอบเล่นฟุตบอลมาก แม่ปูก็ถึงขั้นสร้างสนามฟุตบอลขนาด 2,500 ตารางเมตร ไว้ในบ้านให้ลูกเล่นก็แล้วกัน และถ้าว่างกันเมื่อไหร่ แม่ลูกคู่นี้ก็จะพากันไปออกรอบตีกอล์ฟเป็นกิจวัตร


10. ปิดท้ายเคล็ดลับความสาวสะพรั่ง แม้อายุจะเลยเลข 4 สำหรับสาวหนุ่มที่อยากดูดีตามแบบ "ยิ่งลักษณ์" เธอเน้นไม่เครียด สุขสนุกกับงาน ไม่ท้อ ปัญหามีไว้แก้ ให้เวลากับงานเต็มที่ กลับบ้านไปก็ให้เวลากับลูก แต่ที่เน้นย้ำสำหรับสาวปู คือ สุขภาพใจ ซึ่งสำคัญสุด

เอ๊! ไม่รู้ว่า เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่สนามการเมืองแล้ว "ยิ่งลักษณ์" ยังจะสุข และสนุกกับ งานหิน ที่รออยู่เบื้องหน้าอีกหรือเปล่าน๊า... ?


มติชน

ปัญหาแผงลอยบนทางเท้าสยามสแควร์

พรรษิษฐ์ ต่อสุวรรณ

ช่วงบ่ายของวันที่ 31 พฤษภาคม 2554 ทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯได้มีการจัดงานแถลงข่าวการรื้อถอนแผงต้นไม้บนทางเท้ารอบสยามสแควร์ ที่อาคารดิจิตอลเกทเวย์ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางสยามสแควร์ ในงานแถลงข่าวนี้มีผู้บริหารของสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯเป็นฝ่ายแถลงข่าว โดยมีโฆษกกรุงเทพมหานคร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ตัวแทนจากตำรวจนครบาลร่วมแถลง ตลอดจนมีผู้ค้าผู้ประกอบการส่วนหนึ่งที่เช่าพื้นที่อยู่ภายในสยามสแควร์เข้าร่วมฟังพอสมควร ในระหว่างการแถลงข่าวนี้ก็มีการเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมฟังได้ซักถามอีกด้วย


ประเด็นเกี่ยวกับแผงลอยบนทางเท้ารอบสยามสแควร์นั้น ดูผิวเผินอาจจะเหมือนเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปัญหาอื่น ๆ ของประเทศ ซึ่งดูเหมือนจะรุมเร้ารุนแรงในหลาย ๆ เรื่อง แต่บังเอิญพื้นที่สยามสแควร์เป็นย่านการค้าใจกลางเมืองกรุงเทพฯเป็นหน้าเป็นตาของเมืองหลวงแห่งประเทศไทย เป็นสถานที่ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ที่เข้ามาเที่ยวประเทศไทยก็มักจะแวะเวียนมาอยู่เสมอนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง การที่สยามสแควร์แห่งนี้มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเป็นเจ้าของและเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่นี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และสยามสแควร์เป็นสถานที่ตั้งอยู่ในเขตปทุมวันซึ่งมีหน่วยงานเทศกิจเขตปทุมวัน ในกำกับของกรุงเทพมหานครเป็นฝ่ายที่มีหน้าที่ในการดูแลพื้นที่สาธารณส่วนนี้โดยตรงอีกเรื่องหนึ่ง

ดังนั้นปัญหาเกี่ยวกับการยึดครองพื้นที่บาทวิถีตรงสยามสแควร์ของบรรดาผู้ค้าแผงลอยจึงไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องของความยากลำบากของผู้สัญจรทางเท้าหรือภาพอันรกหูรกตาสำหรับผู้ที่ผ่านไปผ่านมาบนท้องถนนเท่านั้น แต่เรื่องนี้ยังเป็นเรื่องของการครอบครองสาธารณสถานเพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นการละเมิดสิทธิ การละเมิดกฎหมาย ตลอดจนเป็นภาพสะท้อนความฉ้อฉลฟอนเฟะของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากพรรคการเมืองใดย่อมไม่ควรจะละเลย หรือปัดความรับผิดชอบกันอย่างง่าย ๆ


ปัญหาแผงลอยซึ่งเข้ามายึดครองพื้นที่ทางเท้าสยามสแควร์นั้นเป็นปัญหาซึ่งก่อตัวมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ดูเหมือนจะเริ่มมีความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤติเมื่อประมาณช่วงเกือบหนึ่งปีที่ผ่านมา ดังจะเห็นได้จากการที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯจำเป็นต้องเข้ามาดำเนินการผลักดันแผงลอยและผู้ค้าริมทางเหล่านี้อย่างจริงจังเมื่อประมาณสามถึงสี่เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เหตุการณ์การกระทบกระทั่งกันระหว่างกลุ่มผู้ค้าแผงลอยกับชุดรักษาความปลอดภัยของจุฬาฯที่สื่อฯเคยเรียกขานว่า "กลุ่มชายฉกรรจ์" มาจนถึงยุทธศาสตร์ใหม่ล่าสุดของจุฬาฯโดยการวางแผงหรือกะบะต้นไม้ขนาดใหญ่บนทางเท้าโดยรอบสยามสแควร์ จนกระทั่งถึงปฏิบัติการตอบโต้กลับของกลุ่มผู้ค้าแผงลอย โดยการรื้อทำลายต้นไม้และยึดแผงเหล็กเพื่อใช้วางแผงขายสินค้าเสียเอง สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือประชาชนคนเดินเท้า ที่จำต้องเดินเบียดเสียดบนทางเท้าอันคับแคบหรือบางจุดก็จะไม่มีพื้นที่เหลือให้สามารถเดินสัญจรได้เลยเพราะมีคนหยุดยืนเพื่อซื้อขายของตามแผงลอยเหล่านั้น


จะเห็นได้ว่าบนทางเท้าตลอดแนวถนนพระราม 1 ตรงข้ามห้างฯสยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคอฟเวอร์รี่ ไปจนถึงริมถนนพญาไทตรงข้ามห้างฯมาบุญครองนั้น แต่เดิมก็ไม่ได้มีสภาพเป็นตลาดนัดขายเสื้อผ้าเครื่องประดับเหมือนอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ บาทวิถีสามารถใช้เป็นทางเดินเท้าได้อย่างปรกติ จะมีเพียงหาบเร่ขายอาหาร ขนม หรือรถขายผลไม้อยู่บ้างเพียงบางจุด ซึ่งก็ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างที่จับจองกันเป็นถาวร และไม่ได้กีดกั้นทางเดินสัญจรแต่อย่างใด แม้แต่ในยุคฟองสบู่ที่เศรษฐกิจเฟื่องฟูและเป็นยุคทองของสยามสแควร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้ากลางเมืองกรุงเทพฯ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีผู้คนเข้ามาใช้พื้นที่ในบริเวณสยามสแควร์มากที่สุดนับเป็นแสน ๆ คนต่อวันก็ตาม

แล้วทำไมแผงลอยหรือตลาดนัดเสื้อผ้าที่เห็นอยุ่นี้จึงเพิ่งจะบุกเข้ามายึดทางเท้าโดยรอบสยามสแควร์ในช่วงไม่กี่ปีนี้?

สาเหตุประการแรกก็คือ เป็นผลมาจากการบริหารจัดการของจุฬาฯ เอง เริ่มตั้งแต่การที่สำนักงานฯได้ทำการแปลงสภาพพื้นที่สัญจรภายในสยามสแควร์เพื่อการค้าประเภทแผงขายสินค้า อย่างเช่นทางเดินตามช่องว่างระหว่างตึกแถวซึ่งปัจจุบันกลายเป็นตลาดค้าที่เรียกว่าสยามบายพาสและลิตเติ้ลสยาม โดยมุ่งแสวงหารายได้จากค่าเช่าเพิ่มเติมจากที่เคยได้จากบรรดาผู้เช่าตึกแถวและอาคารประเภทอื่นอย่างโรงภาพยนต์ในสยามสแควร์ ประเด็นนี้นอกจากเป็นการผลักบรรดาผู้ค้าประเภทหาบเร่ที่เคยแอบแฝงอยู่ภายในสยามสแควร์ให้ออกไปนอกบริเวณแล้ว ยังเป็นเชื้อปะทุให้เกิดเป็นตลาดนัดเสื้อผ้าเครื่องประดับราคาถูกลุกลามไปยังทางเท้าโดยรอบสยามสแควร์อย่างที่เห็นกันทุกวันนี้ เพราะเมื่อสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจะสามารถเข้ามาจัดพื้นที่ ซึ่งทั้งตามกฎหมายและในทางปฏิบัติแล้วสมควรจะเป็นทางเดินเท้าอย่างเดียว แต่กลับทำเป็นพื้นที่ค้าขายได้แล้ว ทำไมชาวบ้านจะไม่สามารถกระทำการคล้าย ๆ กันได้บ้าง ลองไปดูที่ซุ้มขายของหรือคีออสซึ่งตั้งเรียงรายบนทางเดินภายในสยามสแควร์ โดยทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินฯจัดสร้างขึ้นเพื่อรองรับผู้ค้ารายย่อยที่ประสบภัยจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงภาพยนต์สยาม แน่นอนว่าให้ผู้ประสบภัยได้ใช้ฟรีในช่วงเวลาหนึ่งแต่ปัจจุบันมีการเก็บค่าเช่า และต่อมาไม่นานก็ได้แผ่ขยายการใช้พื้นที่ค้าขายออกมาต่อเนื่องกับแผงลอยบนทางเท้าริมถนนอย่างเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว


ประการที่สองมาจากฐานค่าเช่าพื้นที่ในสยามสแควร์ซึ่งปรับสูงมากขึ้นเทียบเท่าหรืออาจจะสูงกว่าศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ที่อยู่ใกล้กัน เปิดช่องให้สามารถมีการแสวงหาผลประโยชน์จากค่าเช่าพื้นที่สาธารณะ แผงลอยตลาดนัดจึงแห่กันเข้ามาครอบครองพื้นที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าผลประโยชน์จากค่าเช่าแผงบนทางเท้านี้ จะไม่ได้เป็นการเก็บอย่างเป็นทางการ ไม่มีใบเสร็จ เป็นค่าเช่าใต้ดิน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องย่อมเยากว่าอัตราค่าเช่าพื้นที่ตึกแถวในสยามสแควร์ และย่อมจะต้องมีการจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายหนึ่งหรือหลายฝ่าย รวมถึงการเข้ามาครอบงำของผู้มีอิทธิพลด้วย

การที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯต้องดำเนินการผลักดันกลุ่มผู้ค้าแผงลอยเหล่านี้ออกไป เพราะนอกเหนือจากความเดือดร้อนของผู้สัญจรบนทางเท้าแล้ว ความหนาแน่นประดุจสลัมของแผงลอยที่ยึดครองพื้นที่บาทวิถีไปมากกว่าครึ่ง บางส่วนยังรุกล้ำลงไปบนถนน ปัญหาขยะ กลิ่นเหม็นคละคลุ้งของสิ่งปฏิกูล ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด และส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของผู้ประกอบการค้าภายในสยามสแควร์ถดถอยลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบต่อแผนการพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ในย่านการค้าแห่งนี้ไม่มากก็น้อย


แต่ภาระการผลักดันกลุ่มผู้ค้าแผงลอยบนทางเท้ากลายเป็นยาดำที่ไม่มีหน่วยงานไหนอยากจะเข้ามาดำเนินการ เพราะภาพที่สังคมส่วนใหญ่รับรู้คือ ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยคือคนทำมาหากินเป็นคนยากคนจนคนต่อสู้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรม การที่ภาครัฐจะดำเนินการขั้นเด็ดขาดคล้าย ๆ กับปฏิบัติการชายฉกรรจ์ ก็ย่อมจะมีกระแสต่อต้านจากภาคสังคม ในขณะที่สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯในฐานะเจ้าของพื้นที่จำเป็นที่จะต้องแสดงบทบาทนำ ในขณะที่หน่วยงานอื่นซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงอย่าง สำนักงานเทศกิจและตำรวจท้องที่กลับทำเพิกเฉย


ความจริงทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯก็ได้พยายามจะประนีประนอมกับผู้ค้าแผงเหล่านี้แล้ว โดยเสนอจัดให้มีพื้นที่ค้าขายเป็นตลาดนัดในบริเวณด้านหลังอาคารจอดรถแห่งใหม่ เรียกว่าสยามสแควร์ไนท์มาร์เก็ต แต่มีผู้ค้าแผงที่ให้ความร่วมมือน้อยมาก ส่วนใหญ่ยังคงยืนกรานจะปักหลักอยู่บนทางเท้าต่อไปโดยไม่สนใจอะไร


ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ค้าแผงเหล่านี้ไม่ใช่คนยากจนคนด้อยโอกาสเสียทั้งหมด ปัจจุบันน่าจะเหลือผู้ค้าที่มีฐานะยากคนจนเป็นแบบหาบเร่แผงลอยเหลืออยู่น้อยเต็มที เพราะพื้นที่บาทวิถีตรงนี้มีค่าเช่า(นอกระบบ)ซึ่งมีอัตราสูงเกินกว่าคนยากคนจนจะแบกรับไหว มีแผงลอยเป็นจำนวนมากแต่มีเจ้าของตัวจริงเพียงไม่กี่ราย เจ้าของแผงก็มีการว่าจ้างเด็กมาขายของ กระจายอยู่หลายแผง บางแผงจ้างเด็กหนุ่มนั่งขายซีดีและดีวีดีเถื่อนอยู่ประจำ พอจะมีชุดเฉพาะกิจมาตรวจจับลิขสิทธิ์ ก็สามารถปรับเปลี่ยนสินค้า หันมาขายเครื่องประดับ แหวน ตุ้มหู กำไลได้ชั่วคราว ก่อนที่จะกลับมาขายซีดีดีวีดีเถื่อนได้เหมือนเดิมภายในเวลาไม่กี่วัน


สมัยก่อนยุคบุกเบิกการยึดบาทวิถี คนขายของก็จะต้องออกมาแย่งกันจับจองพื้นที่ทางเท้ากันตั้งแต่ช่วงเย็น แต่ปัจจุบันจะมีการจัดสรรพื้นที่ขายของกันอย่างเป็นระบบ สามารถตั้งแผงขายของเป็นที่ทางประจำกันตั้งแต่บ่ายของทุกวัน แผงพวกนี้ส่วนใหญ่จะขายสินค้าพวกเสื้อผ้า เครื่องหนัง เครื่องประดับ เครื่องสำอาง ส่วนหนึ่งก็เป็นสินค้าหนีภาษีและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ผู้ประกอบการเหล่านี้จึงมิใช่เป็นผู้ค้าที่ด้อยโอกาสอย่างที่พยายามสร้างภาพให้เป็นกัน แต่เป็นผู้มีศักยภาพ มีทุน ดังจะเห็นผู้ค้าแผงหลายรายขับรถยุโรปหรูหรือรถตู้ญี่ปุ่นนำเข้ามาลงของขายเป็นประจำทุก ๆ วัน ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเรียกผู้ค้าเหล่านี้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพลได้เต็มปากนัก แต่ก็อยู่ภายใต้การกำกับของผู้มีอิทธิพล ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนที่เคยอยู่ในเครื่องแบบ และแน่นอนว่าย่อมจะมีสายสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่รัฐในหลายระดับในการดำเนินธุรกิจประเภทนี้ ดังนั้นการดำเนินการในลักษณะต่าง ๆ ที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยจึงไม่ได้ผล แต่กลับกลายเป็นกระแสทางสังคมสะท้อนกลับมาที่มหาวิทยาลัยเอง จนกระทั่งปฏิบัติการเหล่านี้ต้องถูกล้มเลิกไป

ดูเหมือนว่าวิถีทางแก้ปัญหาเรื่องแผงลอยยึดครองทางเท้าสยามสแควร์จะมีเหลือไม่มากนัก การคาดหวังให้หน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างสำนักเทศกิจ หรือตำรวจท้องที่ให้ออกมาทำหน้าที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเพ้อฝัน การที่จะอาศัยวิถีทางกฎหมายอย่างเดียวเพื่อดำเนินการก็ดูเหมือนจะยากลำบากเช่นกัน เพราะจุฬาฯไม่ได้มีอำนาจโดยตรงในการจัดการ ถึงแม้จะมีการอ้างว่าหมุดเขตที่ดินของมหาวิทยาลัยอยู่ล้ำออกไปถึงกลางถนนพระราม 1ก็ตาม และพื้นที่บาทวิถีทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของจุฬาฯอย่างที่ปักป้ายประกาศไว้ แต่พื้นที่บาทวิถีนี้ถูกใช้เป็นทางสาธารณะมาช้านาน ย่อมต้องอยู่ในความรับผิดชอบของทางกรุงเทพมหานคร ซึ่งดูเหมือนจะเป็นหน่วยงานที่เอาแต่ปัดความรับผิดชอบอย่างเดียวเท่านั้น
สิ่งที่จุฬาฯน่าจะทำได้ก็คือ การวางแผนปรับภูมิทัศน์ครั้งใหญ่ของทางเท้าดังกล่าวนี้ทั้งหมด ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมย่านการค้าใจกลางเมืองแห่งนี้ โดยมหาวิทยาลัยในฐานะเจ้าของพื้นที่สามารถจะเข้าไปขอความร่วมมือกับทางกรุงเทพมหานครในการผลักดันโครงการที่จะสร้างแลนด์มาร์คแห่งใหม่รอบสยามสแควร์ จุฬาฯสามารถอาศัยทรัพยากรอันทรงคุณค่าของมหาวิทยาลัย ซึ่งก็คือคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ซึ่งมีทั้งภาควิชาภูมิสภาปัตย์และภาคผังเมือง ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องแบบนี้โดยตรง มหาวิทยาลัยอาจจะจัดให้มีการประกวดออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์ทางเดินเท้าโดยรอบสยามสแควร์ ซึ่งทางสำนักงานทรัพย์สินฯอาจจะตั้งโจทย์ประมาณว่า "เป็นมิตรต่อผู้สัญจร เป็นอุปสรรคต่อผู้ค้า" อาจจะเป็นเวทีเปิดสำหรับนิสิต นักศึกษา ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่สนใจ ทั้งในเรื่องการระดมความคิดเห็นในแง่มุมต่าง ๆ และการนำเสนอรูปแบบ โดยมีคณาจารย์ของมหาวิทยาลัยเป็นผู้พิจารณา วิธีนี้นอกเหนือจะอาศัยการระดมความคิดในการแก้ไขปัญหาของเมืองโดยใช้มืออาชีพแล้ว ยังจะสร้างการมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เมืองของพวกเราทุกคน ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปที่ภาครัฐมักจะเป็นฝ่ายยัดเยียดให้


ขั้นตอนในการปรับปรุงภูมิทัศน์ทางเท้านั้นจะเป็นกระบวนการผลักดันกลุ่มผู้ค้าแผงลอยเหล่านี้ออกไปโดยละม่อม การกั้นเขตก่อสร้างและรื้อถอนพื้นผิวทางเท้าเดิมออกทั้งหมดก็จะทำลายระบบการจับจองพื้นที่ของแผงลอยทั้งหมดได้ ในขณะที่ทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯก็จะสามารถเจรจาให้ผู้ค้าเหล่านี้ย้ายออกไปขายในที่ซึ่งจัดเตรียมไว้ที่สยามสแควร์ไนท์มาร์เก็ตได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น
ปัญหาทางเท้าสยามสแควร์นั้นไม่ใช่แค่เรื่องการเบียดบังพื้นที่ทางเดินสาธารณะเท่านั้น แต่เป็นภาพประจานสังคมไทยทั้งในเรื่องของความเหลวแหลกของหน่วยงานภาครัฐและการขาดจิตสำนึกของคนไทยโดยรวม เป็นเรื่องที่ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว


มติชน